Wednesday, August 31, 2016

トラベル :: Vietnam Trip 6 วัน 6 คืน มีทั้งเรื่องที่อยากบอก และอยากเตือน

สวัสดีค่ะทุกคน (ทุกคนอะไร มีมึงคนเดียว55555) เพิ่งจะเอาฟิล์มไปล้างมาเลยจะมาเล่าประสบการณ์การเดินทาง ท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม 6 วัน 6 คืนด้วยกัน โดยทริปนี้เราเที่ยวแบบ Backpack คิดว่าน่าจะต้องเรียกว่าอย่างนั้นเนอะ

6 วัน 6 คืนของเราประกอบได้ด้วยการเดินทางดังนี้

Day 1 --> Hanoi and check in SLEEP BUS in 18.00 go to Hue
Day 2 --> Arrive Hue in the morning
Day 3 --> check out frm Hue and go to Hoi An at 14.00 arrive 17.00 
Day 4 --> still stay in Hoi An 
Day 5 --> Hoi An check in SLEEP BUS at 14.00 
Day 6 --> Arrived Hanoi, 

Day 7 --> take off 09.00


-- วันที่ 1 ถึงฮานอย เที่ยวในเมือง เดินถ่ายรูป หาของกิน


ตอนแรกที่ถึงต้องบอกก่อนเลยว่า พอนั่งรถบัสมาบอกกับพี่คนขับว่า ไป Old Quarter นะจ๊ะ ตอนขึ้นก้แบบแอบอุ่นใจเพราะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขึ้นมาด้วยกัน และก้พูดๆว่าจะลงที่เดียวกับเรา รถก็แล่นมาเรื่อยๆจนเข้าเมือง(เราใช้ Google map ช่วยเรื่องเส้นทางค่ะ) ก็พูดกับเพื่อนว่าเดี๋ยวก็ถึงแล้ว อยู่ๆบัสก็จอด และบอกให้ลง! เราก็งงสิ แบบมันไม่ใช่นะเว้ย มันยังไม่ถึงกูเกิ้ลบอกกูเยี่ยงนั้น

ฝรั่ง 2 คนเดินไปหาคนขับพร้อมกับเจรจาว่าถึงแน่แล้วเหรอ คนขับก็ Yes Yes ทั้งสองหนุ่มก็เลยลง เราเหรอจะรออะไรล่ะ ก็เลยต้องลง พอลงมาก็มาเช็คกับกูเกิ้ลอีกทีว่านี่อยู่ตรงไหนแล้ว ตอนที่ยืนอยู่ มีลุงผู้ชายเดินมาพูดๆช่วยๆ คือลุงแกใส่เสื้อเหมือนคนขับ ตอนนั้นเลยเข้าใจว่า อ่อ คนขับแกใจดี แกมาช่วยดูให้ แต่เปล่าเลย ลุงนั่นใครก็ไม่รู้! พร้อมเรียกเพื่อนมาอีกคน พูดกับเราว่า เนี่ยๆเดะไปส่ง นั่งมอไซค์ไป one hundred เราก็เหยย 100 เดียวเอง ถูกๆ

แต่ค่ะแต่ ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็ตกลงปลงใจนั่งรถมอไซค์ไปกับลุง เรากับเพื่อนคนละคัน คือเลี้ยวประมาณ 2 ซอย (เอาจริงๆคือ เดินเองก็ได้อ่ะ55) คือด้วยความที่เพิ่งแลกเงินมามีแต่แบงค์ใหญ่ๆ แบบ 10,000 ทั้งนั้น เราเลยยื่นให้เค้าบอกว่า เนี่ยจ่ายของ 2 คน นางก็ No No! แล้วก็ชี้มาที่แบงค์ 1 แสนของเรา บอกว่าคนละใบ แล้วก็บอกว่า one hundred อ่ะ hundred thousand นะเว้ยย!! ตอนนั้นคือทะเลาะไม่ได้ เราก็แบบของขึ้น แบบเหยไม่บอกแต่แรกหล่ะ ไม่งั้นจะขึ้นมาเหรอ อีลุงก็ขึ้นคนับ นางโมโห เพื่อนก็เลยบอกว่า ให้ๆเค้าไปเถอะ ก็เลย เออๆ ให้แม่งไปจะได้จบๆ

** ที่เวียดนามแบงค์ที่เล็กที่สุดคือแบงค์ 1 พัน นะจ๊ะ


พอเคีลยร์กับลุงเสร็จก็เลยเดินไปหาเอเจ้นที่คุยเรื่องรสบัสเอาไว้ เพราะมีแพลนจะเดินทางไป Hue ตอนเย็น แต่ระหว่างทางมี spot ท่องเที่ยวน่าสนใจคือ โบสถ์ St.Joseph ค่ะ ก็แวะถ่ายรูปนู่นนี่นะ แล้วก็เดินต่อไปที่เอเจ้น นั่นคือ Mrs.Nga ชื่อดังของพันทิพ ได้ราคามาดังนี้

Hanoi - Hue: 18$/1 person
Hue - HOI an : 8$/1 person 
HOI an - Hanoi : 18$/1 person

ก็เดินไปหาคุณงา แล้วก็จ่ายเงิน คุณงาก็เลยบอกว่า เหยกว่าจะขึ้นบัส ไปเที่ยว หาไรกินก่อนมั้ย แน่นอนว่าเราก็ตกลงค่ะ เลยไปกันที่ Old Quarter ก่อน เพราะผูกใจเจ็บมาก แล้วก็ไปที่ทะเลสาบ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ ซึ่งต้องบอกเลยว่าลมเย็นมากๆ ที่ทะเลสาบน่ะนะ คือลมเย็นแบบโกรกๆ แม้แดดจะแรงแต่อากาศดีมากจริงๆ บอกกับทีนี่เป็น spot น่าสนใจอีกหนึ่งอันนั่นคือ สะพานแดง และ สิ่งก่อสร้างกลางน้ำนั่นเอง



พอถ่ายรูปเสร็จ เราก็ชวนเพื่อนไปหาอะไรกิน คือเลือกร้านไม่ได้ แล้วก็เดินมั่วๆ ไปเจอร้านข้างทางเป็นร้านข้าวผัด ที่ตอนเดินผ่านเห็นคนสั่งแล้วคือให้เยอะมากก เยอะมากจริงๆ ด้วยความหิวและหน้ามืด ก็เลยแวะกินที่ร้านนั้น โชคดีที่ทางร้านมีเมนู ประกอบกับมีราคาให้ได้เลือกสรร เพื่อนกับเราสั่งคนละแบบ เพื่อนสั่งข้าวผัดหน้าได่ทอด ส่วนเราสั่งข้าวผัดเนื้อ



คือให้มาเยอะมากกก อิ่มมาก อิ่มที่สุด กินไปได้แค่ 1/3 ของจานเท่านั้นเอง ให้ข้าวเยอะจริงๆ และแน่นอนว่าอร่อยด้วย ส่วนตัวเราถูกใจเป็นพิเศษ กับอาหารข้างทาง ด้วยราคาเบาๆ 35,000 ดอง (ประมาณ 40 บาทไทย) 

พอทานกันอิ่มแล้ว ก็เลยเดินไปนู่นนี่ ซื้อของใช้ที่จำเป็น แล้วเพื่อนก็บ่นว่าร้อนอยากได้แอร์ ไอ่เราก็เล็งร้านเอาไว้แล้วว่าอยากจะนั่งร้านกาแฟซักร้าน และพอดีถูกใจร้าน Smoothie ร้านนึงเข้า ก็เลยเดินตรงเข้าไป นั่งดื่มเครื่องดื่ม แล้วก็พักผ่อนเท้า 

ด้วยความที่ตารางรถบัสมันเย็นมากๆ เลยชวนกันไปที่คุก Hoa Lo Prison Museum แน่นอนว่าเดินไปค่ะ แม้จะไกลแสนไกล ด้วย Google Map ผู้นำทาง แน่นอนว่ามันคือ พิพิฑภัณฑ์ (เขียนถูกมั้ย55) ก็เลยจะเต็มไปด้วยความรู้ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศ ความน่ากลัวของสงคราม ความโหดร้ายที่เกิดขึ้น 


อยู่ในนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงเห็นจะได้ คือในนั้นมีอะไรให้ดูให้ชมค่อนข้างเยอะอยู่ ใครที่ชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์น่าจะถูกใจ มีวีดิโอที่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง แผ่นป้ายต่างๆก็มีภาษาอังกฤษให้อ่านค่ะ สะดวกสบาย ได้ความรู้

พอเสร็จจากตรงนี้ก็เดินไปแวะร้านสะดวกซื้อ เพื่อซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น เพราะว่าต้องอยู่บนรถบัสตั้ง 12 ชั่วโมง >,,< คือยาวนานมากจริงๆ เลยตุนของกินไปนิดๆหน่อยๆ เลือกอันที่มันทำให้อิ่มท้อง เสร็จแล้วก็ไปหาคุณงา รอรถบัส


ตอนจะขึ้นก็งงๆนิดหน่อย เพราะคนเยอะมาก ไม่รู้ว่าขึ้นถูกคันรึเปล่า เพราะมีรถตู้มารับอีกทีนึง ระหว่างนั้นเราก็ติดต่อกับคุณงาตลอดว่า อันนี้ๆใช่มั้ย คือคุณงาแกก็ใจดีมากๆ แนะนำตลอด ทำให้ขึ้นรถมาได้อย่างสวัสดิภาพค่ะ 

จบไปแล้วสำหรับวันแรก เป็นวันที่ค่อยข้างวุ่นวาย แต่ก็สนุกมากๆ :)


Monday, August 29, 2016

ミュジック :: Radiohead

ถ้ามีคนมาถามว่า "ชอบเพลงของใครมากที่สุด" เราคงจะหาคำตอบให้ไม่ได้ แต่ถ้าถามว่า "ฟังเพลงของใครมากที่สุด" แน่นอนว่าใน TOP 5 ของเราจะมี Radiohead ติดด้วยอย่างแน่นอน

นี่คงไม่ใช่การร่ายประวัติของวง Radiohead แต่อย่างใด แต่จะมาพรรณนาถึงเพลงของพวกเขาว่าอะไรกันที่ทำให้เราติดงอมแงม จะเรียกว่าเสพติดก็ไม่แปลก เพราะเพลงมันซึมลึกจริงๆ

เพลงแรกที่ฟังของวงนี้คือเพลง Creep แต่เวอร์ชั่นที่ฟังไม่ได้เล่นโดยวงนี้ค่ะ เป็นเวอร์ชั่นที่ Damien Rice นักร้องชาวไอริชร้องและเล่นให้กับ KRCW แน่นอนว่าเราติด Damien Rice มากๆ

Creep ของ Radiohead และ Damien Rice ให้ความรู้สึกต่างกันสิ้นเชิง เพราะแนวเพลงของทั้งสองต่างกัน บวกกับดนตรีที่เล่นต่างกันมากๆ (Damien มีแค่กีตาร์กับเสียงร้องค่ะ)

ถ้าถามว่าชอบของใครมากกว่าก็คงตอบไม่ได้อีกแหละ Version ของ Radiohead มีความล่องลอยพิลึก ซึ่งฝั่ง Damien จะมีความหม่นเศร้า ซึ่งก็มีเอกลักษณ์ด้วยกันทั้งคู่

ชอบท่อน "I wish I was special, you so f***ing special" กับ "I want a perfect body, I want a perfect soul" มาก (ฮา) ฟังแล้วมัน creep จริงๆ เป็นอีกเพลงที่ไม่มี I love you แต่รู้เลยว่า รักมาก

วงนี้มีเพลงเยอะมากๆ อีกเพลงนึงที่ชอบคือ Black Star ตรงๆคือชอบดนตรี ที่มันเข้ากับเสียงพี่ทอม ยอร์กมากๆ(ก็เข้าทุกเพลง ฮา) ส่วนความหมายน่ะเหรอ เอาตรงๆคือไม่เก็ตเหมือนกัน

แต่ชอบท่อน "The troubled words of a troubled mind I try to understand what is eating you" เป็นพิเศษ เข้าใจว่าเพลงให้อารมณ์ของคู่ที่ทะเลาะกัน แล้วแบบอะไรที่ทำให้เธอและฉันเป็นแบบนี้

อีกเพลงละกัน เพลงนี้ชอบมากๆๆๆ "Last flower" เพลงนี้ประกอบเรื่อง The confession ด้วย โดยเนื้อของเพลงมันเศร้า มันมีความเหงา สับสน รัก โกรธ ล่องลอยพิลึก


ส่วนตัวชอบท่อน "Houses move and houses speak" คือถ้าฟังเพลงดีๆ บวกกับดูหนังไปด้วย แล้วจะพบว่า เพลงแม่งโคตรจะเข้ากับหนังเลย



ก็คงจะเท่านี้ ถ้าอยากจะเขียนอะไรอีก ก็คงจะเขียนอีกล่ะนะ :) じゃ!お休み!


Sunday, August 28, 2016

ただいま!


สวัสดี บล็อกเรา ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ วันนี้เพื่อน(อีฟ)ชวนว่า เขียนบล็อกมั้ย เม้ามอยเรื่องหนังใน Blogger ไรงี้ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เหย! เราก้มีบล็อกของตัวเอง(ที่มีแค่ตัวเองอ่าน)อยู่นี่นา

คำถามที่สำคัญคือ ถ้าจะเขียนบล็อกขึ้นมา เราจะเขียนเรื่องอะไร มีอะไรบ้างที่เราสามารถเอามันมาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้บ้าง การ์ตูน? หนังที่ดู? เพลงที่ชอบ? กล้อง? หนังสือที่อ่าน?

เป็นเรื่องที่ทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า ในชีวิตของเรานอกจากการอัพเดตตัวเองใน social network ด้วยประโยคสั้นๆแล้ว มันจะมีอะไรอีกบ้างนะ ที่เราสามารถหยิบเอามาเล่าได้

เพราะเป็นคนที่ชอบการ์ตูนมากๆ แต่ก็คิดว่าคงไม่สามารถเอามาเล่าได้ทั้งหมด เหตุผลง่ายๆเลยคือ เป็นคนที่เลือกดูการ์ตูน ใช้คำว่า "รสนิยม" น่าจะโอเคกว่า คิดว่าหลายๆคนคงเป็นเหมือนกัน

คงไม่มีใครลงทุนดูทุกเรื่องเพื่อเอามาเขียนหรอก หนังก้เหมือนกัน เพราะเป็นคนที่ชอบดูหนังแค่ไม่กี่แนว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ออกแนวหม่นๆ ทึมๆ ซะด้วย

เพลงที่ชอบเหรอ เคยมีพี่ที่รู้กันพูดว่า "แจนดูเป็นคนชอบเพลงแบบร็อคยุคเก่าๆเนอะ" ถึงตอนนั้นจะตอบว่า เหรอ แบบตกใจ แต่จริงๆก็รู้ตัวอยู่นะ

เรื่องกล้องเหรอ เป็นคนถ่ายรูปเพื่อความสนุกมากว่าที่จะเอามันมาเล่าเป็นเรื่องเป็นราวได้ จะให้ถ่ายรูปเอามารีวิวนู่นนี่นั่น ก็คงไม่โอเค เป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ เพราะใช้กล้องฟิล์ม มันเปลืองเงิน

ส่วนหนังสือที่อ่าน ก็คงจะยาก เพราะเป็นคนที่อ่านหนังสือนานมาก เล่มนึงใช้เวลานานพอสมควร ใช้คำว่าดื่มด่ำก็คงจะตอแหลเกินไป เอาเป็นว่า เป็นคนนึงที่อ่านหนังสือช้าแล้วกัน

จะเขียนอะไรดีล่ะ? คำถามที่อยู่ในหัวตอนนี้ เอาเป็นว่าอยากจะเขียนอะไรก็จะเขียนก็แล้วกัน "ただいま! 私の日記 " :)